สารพันกุ้งไทยกับ ดร.ชลอ ปี 51 ยังหืดจับ

หากจะกล่าวถึงนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในอันดับต้นๆ ของวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อของ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ แห่งคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการผู้ซึ่งอุทิศตนให้กับวงการกุ้ง และจากบทบาทที่ผ่านมา ชื่อเสียงของท่านล้วนได้รับการยอมรับจากบุคคลในวงการทั้งในและต่างประเทศ

                นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำฉบับนี้จึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์พิเศษ ในประเด็นสถานการณ์การเลี้ยงและแนวทางการปรับตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยในปี 51 โดยทาง ดร.ชลอ ได้ให้รายละเอียดดังต่อไปนี้

                เริ่มต้นเรามามองภาพกันตั้งแต่ปีนี้ก่อน โดยในปีนี้ภาพรวมทั้งปีราคากุ้งถือว่าไม่ดีเลย สาเหตุนั้น ประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดคือเรื่องของค่าเงินบาท ซึ่งในช่วงต้นปีผมเคยทำนายไปว่า ปีนี้เราจะเห็นค่าเงินบาท 33 – 34 บาท/ดอลล่าร์ โดยตอนต้นปีอยู่ประมาณ 36 บาทกว่าๆ และหลายคนที่ได้ฟังก็มองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สุดท้ายมันเป็นไปแล้ว พร้อมทั้งส่งผลกระทบไปยังภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศไทย ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นงานวันกุ้ง จัดที่กำแพงแสน จ.นครปฐม ผมบอกเลยว่า ปีนี้เราจะมีปัญหาค่าเงินบาท ถ้าผลิตกุ้งกันเยอะขายไม่ได้หรือขายได้ในปริมาณเท่าเดิม จะมีปัญหาเพราะเงินเราจะได้น้อยลง ราคากุ้งเราจะถูกลง แต่อย่างที่บอกหลายคนไม่เชื่อ บางองค์กรของรัฐก็ไม่รู้ว่าวิเคราะห์ข้อมูลกันอย่างไรจึงมีการส่งเสริมให้เลี้ยงกุ้งกันมหาศาล

                เงินบาทแข็งมีผลกระทบอย่างไรบ้างเชื่อว่า ณ วันนี้เราคงเข้าใจกันแล้ว แต่ที่อยากจะบอกต่อเนื่องไปอีก คือ ค่าเงินบาทของไทยมันแข่งค่าในเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าคู่แข่ง โดยในภาพรวมถ้าจำตัวเลขไม่ผิดเราแข็งขึ้น 14% ในขณะที่ประเทศคู่แข็งในเอเชียด้วยกันที่มีสถานภาพเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้ง โดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 7-10% ดังนั้น ประเทศผู้ซื้อกุ้งเขาจะหันไปมองประเทศอื่นที่ไม่ใช้ไทยหรือเขาจะดูเงื่อนไขในการซื้อว่า ในจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ต้องซื้อกุ้งจากแหล่งใดบ้างจึงจะได้ปริมาณกุ้งจำนวนเท่าเดิมหรือถ้าน้อยกว่าเดิมก็ไม่มากนัก

                ในช่วงต้นปี ประมาณเมษา พฤษภา มิถุนา กรกฎา กุ้งล็อตใหญ่ที่เลี้ยงกันเริ่มทยอยออกพร้อมๆ กับค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งขึ้น มีผลทำให้ราคากุ้งเริ่มถูกลง ตอนนั้นผู้เลี้ยงกุ้งบาทเจ็บกันถ้วนหน้า 50 ตัวเหลือประมาณ 95 บาท ต่อให้เลี้ยงเก่งแค่ไหนก็แค่เสมอตัว ในภาพรวมผู้ที่จับกุ้งช่วงกลางปีขาดทุนกันถ้วนหน้า แต่บ้างคนยังไม่จับเพราะคิดว่าหลังจากนั้นราคาน่าจะขยับขึ้น พร้อมทั้งมีการรณรงค์กันว่าให้ชะลอหรือยืดระยะการจับกุ้งออกไป เพราะกุ้งยิ่งออกมาก ราคาก็จะยิ่งถูกลงไปมากกว่านี้ จึงมียืดการเลี้ยงออกไป แต่ในการยืดการจับออกไปเท่ากับต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น แถมปีนี้สภาพอากาศถือว่าเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวร้อนจัด มีผลทำให้การเลี้ยงกุ้งยากขึ้น บางคนที่ยืดการเลี้ยงออกไปกุ้งในบ่อกลับเสียหาย จากองค์ประกอบที่ไม่พร้อม ผลที่ตามมาคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งยิ่งขาดทุนหนักขึ้นไปอีก เพราะราคากุ้งในเวลาต่อมาก็ไม่ดีกว่าเดิมและกุ้งที่ยืดการจับก็เสียหาย

                ตัวเลขกุ้งตอนนั้นหลังจากที่จับกุ้งล็อตแรกไปแล้วและมีการรณรงค์ให้ยืดการจับออกไป คำนวณกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 150,000 ตัน ที่เหลืออยู่ในบ่อ ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย และห้องเย็นก็รู้ข้อมูลตรงนี้ ดังนั้นพอกุ้งชุดนี้ออก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไซส์ใหญ่ ราคากุ้งก็ตกลงมากอีกระลอก ดังนั้นในการลงกุ้งครอปแรกของเกษตรกรจึงบาดเจ็บกันถ้วนหน้า

                ต่อเนื่องมาสู่ปลายปี ผู้ที่สายป่านสั้นก็ต้องหยุดการเลี้ยงไป หรือลงกุ้งตามกำลังที่ทำได้ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นผู้เลี้ยงรายย่อย กลายเป็นว่ากุ้งที่ออกรอบสอง ประมาณเดือน ตุลา พฤศจิกา ราคาขยับขึ้นมาเล็กน้อย เหตุผล เพราะกุ้งมันน้อยลง แต่ในภาพรวมของปริมาณผลผลิตในปีนี้ก็ไม่น่าจะต่างจากปีที่แล้ว เพราะมีการผลิตกุ้งไซส์ใหญ่ขึ้นจากการที่ถูกบีบเรื่องราคาพร้อมกันนี้ถ้าเรามองผู้ที่ยังเหลืออยู่คือ ผู้เลี้ยงรายใหญ่ ซึ่งยังมีประสิทธิภาพที่ยังคงเลี้ยงกุ้งได้ และเติบโตขึ้น ขยายพื้นที่การเลี้ยงมากขึ้น มีคำถามต่อว่าไปเอาพื้นที่การเลี้ยงมาจากไหน ก็เอามาจากรายย่อยที่ประสบภาวะขาดทุน ซึ่งจากการที่เกิดวิกฤตด้านราคาในปีนี้ผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยล้มหายตายจากกันไปเยอะมาก เมื่อสายป่านหมด แถมยังเป็นหนี้เป็นสินกับเอเย่นต์ จะทำอย่างไร สุดท้ายจึงต้องปล่อยบ่อให้เอเย่นต์ แล้วเปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นคนรับจ้างเลี้ยงกุ้ง จึงสรุปได้ว่าแม้จำนวนผู้เลี้ยงจะหายไป แต่พื้นที่การเลี้ยงไม่ได้หายไปแถมยังมีการเลี้ยงกันอยู่

                พร้อมกันนี้ สิ่งที่จะตามมาซึ่งในปีนี้ก็ปรากฏให้เห็นกันแล้ว คือ ในเมื่อผู้เลี้ยงกุ้งจะประหยัดมากขึ้น พอประหยัดของก็ขายยาก จะใช้เฉพาะในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น พวกวิตามิน อาหารเสริม สารเคลือบ ฯลฯ พวกนี้ไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นอีกกลุ่มที่มีปัญหา คือ กลุ่มบริษัทผู้ค้าปัจจัยการผลิต

                ในขณะที่กุ้งขาวมีปัญหาด้านราคา ตอนนี้พวกเราคงได้ยินกระแสการกลับมาของกุ้งกุลาดำ ซึ่งผมเองก็เจอคำถามเยอะเหมือนกันว่า กุ้งกุลาดำมีโอกาสกลับมาได้ไหม? ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่ายาก

                ทำไมจึงมองว่ายาก ตอนนี้ประเทศไทยเราเลี้ยงกุ้งขาวเกือบ 100% แล้ว มีกุ้งกุลาดำนิดเดียว หลายคนเคยคิดว่า ถ้ามีผลผลิตน้อยแล้วราคาจะดี ผมบอกเลยว่าคิดผิด เหตุเพราะผลผลิตน้อยเกินไปจนผู้ส่งออกไม่กล้ารับออร์เดอร์ โดยถ้าเราจะทำตลาดกุ้งดำ ทางผู้ส่งออกเคยพูดเสมอว่า ผลผลิตต้องมีไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัน หรือ ผลผลิตต่อเนื่องอย่างน้อยชุดละ 6 เดือน ซึ่งในสถานการณ์การเลี้ยงตอนนี้ใครยืนยันได้บ้างว่าผลผลิตกุ้งกุลาดำมีเพียงพอต่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง หรือห้องเย็นรับออร์เดอร์มาแล้วจะมีสินค้าส่งให้

                ทราบข่าวมาว่าตอนนี้มีหลายองค์กร บุคคลสำคัญในวงการหลายคนที่พยายามส่งเสริมให้มีการเลี้ยงกุ้งดำ โดยทำจำนวนให้ถึง 100,000 ตัน ผมมองว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน และเชื่อว่าหลายคนรู้ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ตอนที่กุ้งกุลาดำเหลือ 10 กว่า% และทำนายต่อกันว่า ในอนาคตน่าจะเหลือไม่เกิน 5% มีการองค์กรรัฐออกมาประกาสนโยบายว่า ต้องมีการทำกุ้งกุลาดำให้ขยับขึ้นมาถึง 30% ซึ่งถ้าทำได้ก็ดีและจริงๆ แล้วนโยบายอย่างนี้ใครก็พูดก็เขียนได้ แต่ในรายละเอียดจะทำอย่างไร ผมไม่เคยเห็นความชัดเจนเลย ณ วันนี้เอาคนเลี้ยงกุ้งขาวมาสัก 100 คน เกือบทั้ง 100 คน เจ็บตัวมาจากกุ้งกุลาดำ ไม่ว่าจะเป็นเลี้ยงไม่โต กุ้งแตกไซส์ เลยวิ่งมาหากุ้งขาว เพราะมันเลี้ยงง่ายกว่ากุ้งกุลาดำ ที่ต้องวัดดวงอย่างเดียวคือราคา แต่อย่างน้อยมีกุ้งให้จับแน่นอน แต่กุ้งดำ ต้องวัดดวงทั้งราคา แถมกุ้งในบ่อยังไม่รู้ว่าจะมีจับมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นพอวันดีคืนดีจะไปบอกให้ผู้เลี้ยงกุ้งหันกลับไปหากุ้งกุลาดำ ถามว่าใครจะกลับไปเลี้ยง เพราะร่องความบอบช้ำจากกุ้งกุลาดำมันเพิ่งผ่านไปไม่นาน และเมื่อดูราคากุ้งดำตอนนี้ ถามว่าจูงใจให้กลับไปเลี้ยงหรือไม่ ราคากุ้งดำตอนนี้เห็นแล้วแทบร้องไห้ เลี้ยงก็ยาก ปริมาณต่อไร่ก็น้อย

                เหตุผลที่กุ้งกุลาดำจะกลับมาได้ เราจะต้องทำให้กุ้งกุลาดำยกระดับกลายเป็นตลาดเฉพาะ ซึ่งราคาต้องสูงกว่ากุ้งขาวชัดเจน พร้อมทั้งต้องมีโครงการคอนเทรคที่ระบุรายละเอียดโดยเฉพาะราคากันอย่างชัดเจนอีกเช่นกัน แต่เมื่อกล่าวถึงระบบคอนแทรคหรือการทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้าที่ผ่านมาก็มีปัญหาไม่น้อย พอราคานอกคอนแทรคดีกว่า ผู้เลี้ยงกุ้งขายนอกระบบห้องเย็นก็มีปัญหาเพราะรับออร์เดอร์มาแล้ว เช่นเดียวกันพอราคากุ้งทั่วไปถูกกว่าราคาที่ทำคอนแทรคไว้ ห้องเย็นก็ไปซื้อกุ้งข้างนอกแล้วอ้างว่ากุ้งในสัญญามีปัญหา มันเป็นปัญหาที่เถียงกันไม่จบ และระบบคอนแทรคก็เกิดไม่ได้ในอุตสาหกรรมกุ้งไทย ทั้งๆ ที่มันน่าจะเกิดได้ตั้งนานแล้ว

                และตอนนี้เมื่อกล่าวถึงการส่งออก ผู้ส่งออกต้องเจอกับกฎระเบียบเยอะมาก ผมเองก็เพิ่งทราบว่าทางผู้ซื้อเขามีคำถามมาหลายๆข้อด้วยกันให้ทางห้องเย็นตอบ ซึ่งบางคำถามก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เช่น กุ้งที่ส่งออกมาจากพื้นที่การเลี้ยงมีการต่อต้านจากคนท้องถิ่นหรือไม่น้ำที่เลี้ยงและปล่อยออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติมีผลทำให้คุณภาพน้ำธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ทำให้สิ่งแวดล้อมรอบๆฟาร์มเลี้ยงเป็นอย่างไรบ้าง ฯลฯ ผมรู้ตรงนี้เพราะมีห้องเย็นเขาส่งเอกสารมาให้ผมช่วยตอบ เพราะห้องเย็นเองก็ตอบไม่ถูก ห้องเย็นบอกผมว่าตอนนี้ขายของยากขึ้น เพราะนอกจากกฎระเบียบที่ต้องเจอแล้ว จะมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเข้ามาดูแลด้วย ซึ่งพวกเราคงทราบกันดีว่าต่างประเทศเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

                อย่างปัญหาโลกร้อน ผมทำนายเลยว่าอีกไม่นานจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งอย่างแน่นอนจะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง เชื่อว่าต่อไปต้องมีคำถามตามมาหรือต้องมีกฎระเบียบออกมาอย่างแน่นอนในประเด็นที่ว่า กระบวนการเลี้ยงกุ้งจะมีผลต่อการทำให้โลกร้อนหรือไม่ ถ้ามีผลคุณจะจัดการอย่างไร ถ้าไม่จัดการกุ้งคุณก็จะมีปัญหาในการส่งออก

                อีกปัญหาหนึ่งที่ผู้เลี้ยงกุ้งยังต้องเผชิญต่อไป หลังจากปีนี้เห็นกันอย่างชัดเจน คือ ต้นทุนค่าพลังงาน ซึ่งปีหน้าราคาน้ำมันหนักกว่านี้แน่นอน และเท่าที่เก็บข้อมูลในภาคการเลี้ยง ต้นทุนระหว่างอาหารกับค่าน้ำมันที่ ลิตรละ 24 บาท ช่องว่างต้นทุนยังห่างกันพอสมควรและการที่น้ำมันราคาแพงขึ้น สิ่งที่จะตามมาต่อไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอนาคตอันใกล้หรือไกล คือ ราคาอาหารต้องขยับตัวขึ้น เหตุจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขนส่งวัตถุดิบ

                หันไปดูในส่วนของสถานการณ์ของแหล่งบริโภคกุ้งจากไทย อย่างที่ทราบกันดี อเมริกา คือ ตลาดหลักหมายเลขหนึ่งของไทย ซึ่ง ณ วันนี้เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาเช่นกัน หรืออย่างตลาดยุโรปที่มีสัญญาณว่าจะส่งกุ้งเข้าไปได้เยอะ แต่ในความเป็นจริงมันก็ยังยากอยู่ เพราะคำว่ายุโรปหรืออียู มันประกอบด้วยหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศจะมีวัฒนธรรมในการกินที่แตกต่างกัน บางครั้งเราไปจัดงาน ไปปรุงอาหารที่เป็นเมนูกุ้ง ดูเหมือนว่าได้รับความสนใจ เหตุที่สนใจเพราะมันเป็นของฟรี ซึ่งคำว่าของฟรีคนทั่วโลกชอบ แต่พอต้องซื้อก็จะกลับไปหาในสิ่งเดิมๆ ที่ตัวเองชอบ อย่างในบ้านเรา ถ้าเป็นเทศกาลกุ้งธงฟ้าคนก็ซื้อเพราะราคาถูก แต่พอผ่านไป จะให้คนหันไปกินกุ้งประจำคงเป็นไปไม่ได้ แถมตลาดอียูยังเป็นตลาดที่มีกฎระเบียบปลีกย่อย จุกจิกเยอะมาก ถามว่าวันนี้กุ้งไทยที่ส่งเข้าอียูจำนวนเพิ่มขึ้นไหม ตอบว่าเพิ่ม แต่เพิ่มในจำนวนที่เล็กน้อยเท่านั้นเอง

                ส่วนในปีหน้า ยังมองว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยก็คงไม่ดีไปกว่านี้ แต่ในวิกฤตด้านราคาที่เป็นอยู่ตอนนี้ประเทศคู่แข่งเราก็เจอเช่นกัน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็อยากให้กระทบหลายๆ ประเทศ เพื่อวัดดวงกันว่าใครเหลือรอดบาง ใครคือมืออาชีพที่ผ่านไปได้บ้าง และเชื่อว่าประเทศไทยเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ เพราะโดยภาพรวมแทบทุกด้านเรามีศักยภาพเหนือกว่าประเทศคู่แข่งขันทุกประเทศ ซึ่งตรงนี้อาจจะมองว่าในวิกฤตก็ยังมีโอกาสให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

                ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดผมก็เชื่อว่าทุกคนก็ทราบปัญหา ทราบสถานการณ์กันเป็นอย่างดี จะทำอย่างไรที่จะให้ผ่านไปได้ มันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในวงการ ที่ต้องมาร่วมกำหนดรายละเอียดกันอย่างชัดเจน อย่าพูดแค่ว่าเราต้องผลิตกุ้งให้เพิ่มขึ้น ต้องผลิตกุ้งดำกันมากขึ้น ต้องทำกุ้งไซส์ใหญ่ ฯลฯ คำพูดเช่นนี้ใครก็พูดได้ แต่ในทางปฏิบัติว่าต้องทำอย่างไร นี้คือหัวใจสำคัญ

 

นำมาจากหนังสือธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับที่ 21 เดือนธันวาคม หน้าที่ 60-63

 
Date Post : 22/12/2007 09:45:15
All read : 4325
Tags :
   eXTReMe Tracker
 
Copyright  2007 All Rights Reserved.